ความรู้สึกกับ GAT PAT กับคนหนึ่งที่โดนสอบครั้งแรก
posted on 17 Mar 2009 15:41 by conan1414 in Memories
สวัสดีครับผู้ที่เข้ามาอ่านบลอคทุกท่าน
หลาย ๆ คนก็คงได้ไปสอบ GAT PAT กัน โดยรุ่นผมเป็นรุ่นแรก (ม.5 จะขึ้น ม.6) ซึ่งเป็นระบบที่ทำขึ้นโดยองค์การเนียส (สทศ - NIETS) โดยระบบนี้เป็นระบบที่สร้างความปวดหัวให้แทบทุกคนเลยก็ว่าได้ ทั้งนักเรียน ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และรุ่นต่อ ๆ ไป
ในแผนของระบบ Admission 53 หรือระบบรับนักเรียนเข้าไปเป็นหุ่นยนต์ในคอกมหาลัย จะมีการใช้ GPAX O-Det เอ้ย!! O-Net และ GAT PAT โดย A-Net จะไม่มีอีกแล้ว ซึ่งในระบบ Admission ก็จะมีสอบ GAT PAT O-Net และ GPAX เป็นปัจจัยในการรับพิจารณาเข้าสู่มหาวิทยาลัยรัฐ
ความรู้สึกของผมของระบบนี้เป็นแบบไหนน่ะรึ ?? คงพูดได้คำเดียวว่า "ล้มเหลวไปได้อีก"
ทำไมล้มเหลวไปได้อีกน่ะรึ ?? มันล้มมาตั้งแต่ O-Net แล้ว !! พอมี GAT PAT มามันก็เน่าได้อีก
GPAX ตัดทิ้งไปได้แล้ว!! แต่ละโรงเรียนมาตรฐานมันไม่เหมือนกัน ส่วน O-Net สายสิญจน์สอบแยกกับสายวิทย์มันจะดีกว่าไหม ?? สายวิทย์บางโรงเรียนไม่ได้เรียนนาฏศิลป์ แล้วเขาจะทำได้ไหม สายสิญจน์บางโรงเรียนไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์แบบลึก แล้วเขาจะทำฟิสิกส์ ชีววิทยา และเคมีได้หรือ ??
ความรู้สึกกับ GAT (ความถนัดทั่วไป)
สอบ GAT ไม่ต่างกับกำลังนั่งทำข้อสอบเข้าแพทย์ครับ ใครที่เคยสอบเข้าแพทย์ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่ว่าสำหรับมือใหม่อย่างเรา ๆ มันเป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก ๆ คำสั่งและวิธีการทำมีอธิบายทั้งหมด 3 หน้าด้วยกัน!! เด็กมือใหม่อย่างเราจะสามารถเข้าใจในเวลาเร็วได้หรือ ?? ในห้องสอบ GAT เวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วผมยังเห็นบางคนยังไม่เข้าใจกับวิธีการทำเลย ยังพลิกอ่านไปมาให้วุ่นวายไปได้อีก
ข้อสอบ GAT จะแบ่งออกเป็น 2 Part ด้วยกัน โดยแบ่งทำ Part ละ 1 ชัั่วโมงครึ่ง แบ่งเป็น Part ไทยและอังกฤษ โดย Part I จะเป็นภาษาไทย จะมีบทความมาให้อ่าน และจะมีคำที่กำหนดมาให้ ซึ่งเราต้องเอาคำที่กำหนดให้มาสร้างเป็น Mind Map ให้มีความสัมพันธ์กับบทความที่ให้มา และเมื่อเราสร้าง Mind Map เสร็จแล้วก็ต้องแกะเป็นรหัสคำตอบเพื่อไปฝนใน Answer Sheet
วิธีทำข้อสอบแบบนี้ ผมได้อธิบายไปแล้วในเอ็นทรี่เกี่ยวกับวิธีการทำข้อสอบ GAT
ส่วน Part II จะเป็นภาษาอังกฤษ มีทั้งหมด 60 ข้อด้วยกัน เลือกคำตอบที่ถูก ศัพท์ไฮโซทั้งนั้น ถือได้ว่ายากมาก ๆ สำหรับชาวเราที่สอบครั้งแรก เพราะว่าเดารากศัพท์ไม่ได้เลย และมีแต่ศัพท์ที่ไม่คุ้นตาทั้งนั้นอีกต่างหาก พูดได้คำเดียวว่ายากมาก ๆ พอควร
ความรู้สึก GAT ของผม ผมว่าดูเหมือนที่จะวัดความถนัดทั่วไปได้ แต่จริง ๆ ไม่ได้วัดความถนัดทั่วไปเลย เห็นวัดความถนัดด้านของความรู้ด้านภาษาอังกฤษและการวิเคราะห์การดำเนินของบทความไปซะมากกว่า ความรู้สึกของ Part I ผมเหมือนกับว่ากำลังสอบเข้าแพทย์อยู่ยังไงยังงั้นสิ และ Mind Map บางทีนั้นก็สามารถโยงเป็นไปได้หลายแบบอีกขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะคิดแบบไหนไป ซึ่งผมคิดว่าคำตอบที่มันจะเป๊ะ ๆ มันอาจจะไม่ถูกต้อง เพราะแต่ละคนก็มีความคิดไม่เหมือนกันและไม่ตายตัว
ส่วน Part II ออกข้อสอบให้เบา ๆ กว่านี้หน่อยก็ได้มั้ง ภาษาอังกฤษจะสื่อสารกันแทนภาษาไทยไปแล้วหรือ ?? เพราะศัพท์สูง ๆ เด็กก็ไม่ได้เรียนมาเหมือนกัน
มุมกลับของหลาย ๆ คนที่บอกว่า ไม่รู้จักท่องศัพท์ก็ทำไม่ได้เอง ช่วยไม่ได้ ผมก็บอกได้แต่คำเดียวว่า "ลองมาสอบเอง จะตอบคำถามทุกอย่างได้ดีที่สุด" คำตอบผมเหมือนจะทุเรศในสายตาหลาย ๆ คนโดยเฉพาะผู้ใหญ่หัวรั้น แต่คำตอบอื่นมันก็ไม่สามารถแทนได้เหมือนกับคำตอบนี้แล้ว
ความรู้สึกกับ PAT (ความถนัดเฉพาะด้าน)
ส่วน PAT ความถนัด (ซึ่งผมว่ามันเป็นความเก่งกาจมากกว่า) ซึ่งข้อสอบแต่ละอย่างบอกได้คำเดียวว่าออกกว้างมาก ตั้งแต่ ม.4 ถึง ม.6 ซึ่งจะเอาแต่ละเรื่องต่าง ๆ มาคละเคล้าปะปนกันไปมากมายไปหมด งานนี้ใครอ่านและท่องจำอย่างเดียวก็สามารถทำได้ไม่ยากเลย แต่ละ PAT นั้นจำนวนข้อไม่เท่ากันนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหามากน้อยเท่าใดหรือเป็นแบบไหน
ความรู้สึกกับ PAT ของผม ข้อสอบจากที่ลองทำมาแล้ว เหมือนกับว่าใครอ่านได้มากก็ทำได้ ใครท่องได้มากก็ได้ไป เหมือนกับปลูกฝังให้เด็กอ่านมาก ๆ คร่ำเคร่งอ่าน อ่านมันเข้าไป ท่องมันเข้าไปจนไม่ลืมหูลืมตา ฟิสิกส์ ม.ปลายเรียนไม่รู้กี่สูตรก็ท่องมันเข้าไป เคมีเรื่องอะไรก็อ่านไป ผมว่าแนวข้อสอบมันผิดคาดกับที่ผมคิดไว้จริง ๆ ครับ
ข้อสอบ PAT ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเลย เพราะว่าใครอ่านมากก็ทำได้ แบบนี้คนไม่เก่งวิทย์แต่อ่านวิทย์แล้วทำได้ พอไปเรียนจริงก็ประยุกต์ไม่ได้ หรือสายที่ไม่ชอบพอสอบได้แล้วเข้าไปก็ไม่เวิร์กอีก PAT ไม่ได้วัดแววได้หรือวัดได้น้อยว่าคน ๆ นั้นเหมาะที่จะถนัดกับสิ่ง ๆ นี้หรือไม่เลย เพียงแต่วัดว่า "ได้อ่านและจำได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น"
และโดยเฉพาะ PAT3 ข้อสอบไม่ออกซัพพอร์ตกับวิศวะคอมพิวเตอร์เลยแม้แต่น้อย ออกอะไรก็ไม่รู้ให้กับวิศวะไฟฟ้า วิศวะวัสดุศาสตร์ วิศวะเคมี และอื่น ๆ ซะมากกว่า ซึ่งสรุปแล้วมันเป็นอะไรไปกันก็ไม่รู้แล้ว ไม่ปลื้มเลย
มุมกลับก็มีอีกละครับ ไม่อ่านเองช่วยไม่ได้ ไม่รู้จักอ่านหนังสือวัน ๆ ทำนู่นทำนี่ สมน้ำหน้า ฟิสิกส์ ม.ปลาย 800 กว่าหน้า ไหนจะชีวะ เคมีอีก รวมยอดพันกว่าหน้า จะท่องจะทำ มันจะจำได้ทั้งหมดไหม ?? และบางคนก็ถนัดกันไปคนละด้านอีก บางคนด้านไฟฟ้า บางคนด้านเคมี สรุปต้องพยายามให้ถนัดทั้งหมดสินะ - -
จากข้อสอบ GAT และ PAT ที่ผมได้สอบว่า ทำให้ผมมีความรู้สึกได้ว่าเมืองไทยเราส่วนใหญ่ยังเน้นการวัดความสามารถของคนจากการรู้ว่ารู้มากน้อยเท่าไหร่โดยที่ไม่รู้เลยว่าบุคคลนั้นจะมีความถนัดมากเพียงไหน พูดง่าย ๆ คือรู้มาก รู้ไปหมดคือดี แต่ที่รู้มากทั้งหลายนั้นอะไรละที่จะถนัดได้มากเพียงไหนกว่ากันละ ??
สรุปแล้ว GAT PAT ผมว่าไม่เวิร์กครับ (แล้วจะสารยายมาก ๆ ไปเพื่อ) เอ็นทรี่นี้อาจจะขัด ๆ กับความคิดของคนหลาย ๆ คนไปหน่อย บางคนอาจจะว่าผมอาร์ทตัวแม่ ก็เอาเถอะนะ 
แล้วอะไรที่เวิร์กสุด ? ผมก็คงคิดว่าการสอบ Entrance เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของการศึกษาไทยครับ
ขอบพระคุณที่พยายามอ่านจนจบครับ มีความคิดเห็นอะไรก็แสดงได้นะครับ ถือว่าเป็นการเปิดทัศนคติของทุกคนให้กว้างขึ้นครับ



ตอนทำข้อสอบGATงงกับวิธีตอบไปครึ่งชั่วโมง
เเล้วที่เป็นภาษาอังกิดยากมาก ศัพท์ยากไม่เคยผ่านตา
ส่วนเราสอบPAT อันที่เป็นความถนัดด้านศิลปกรรมอะค่ะ
บอกตรงๆทำไม่ได้ซักข้อ ตอนเลือกนึกว่าง่าย
เเต่ข้อสอบออกยากมาก
เหมือนพวกข้อสอบมหาวิทยาลัยมาก
เครียดมากอะ สงสัยคงต้องสอบตรงอย่างเดียว
#1 By ゚ベ★MOKO on 2009-03-22 08:35