ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไทย ทำไมไม่เหมือนประเทศอื่น
posted on 14 Jul 2009 20:57 by conan1414 in Experience, Memories
สวัสดีครับผู้ที่อ่านบล็อกทุกท่าน
ในปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรที่จะแรงไปยิ่งกว่า "ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009" แทบจะแรงได้ว่าไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับชื่อนี้เลย ขนาดข่าวทุกช่องยังต้องออกให้แทบทุกวันเลย และปัจจุบันนี้เชื้อไวรัส H1N1 ก็กำลังแผ่ขยายไปทั่วราชอาณาจักร จนน่ากลัว
ก่อนหน้าที่เชื้อไข้หวัดใหญ่จะเข้าสู่ประเทศ หลาย ๆ ท่านได้ลองสังเกตถึงการลุกลามของเชื้อนี้หรือเปล่าฮะ เริ่มแรกของเชื้อนั้นเกิดขึ้นมาจากประเทศเม็กซิโก และก็ค่อย ๆ วิ่งเข้าสู่ประเทศอื่นโดยสื่อสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งเครื่องบิน เรือ ทำให้หลายประเทศติดกันให้วุ่นวายไปหมด
หลาย ๆ คนอาจนึกถึงกรณีของไข้หวัดใหญ่นี้ไปกับไข้หวัดนกที่เคยระบาดในไทยมาก่อน ผมเชื่อว่าต้องมีคนคิดแบบนี้เลย ขอบอกไว้เลยว่าคนละประเภทเน้อ ไข้หวัดนกนั้นจะไม่มีการติดเชื้อจากคนสู่คน แต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 สามารถติดเชื้อได้จากคนสู่คน ซึ่งอันตรายมาก ๆ หากเชื้อนี้ล่องลอยสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะคนเยอะ ๆ
เกริ่นมาเยอะพอสมควรได้ครับ วันนี้ก็จะขอพูดถึงในหัวข้อเรื่อง "ไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำไมประเทศเราไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ"
จากที่หลายประเทศได้ติดเชื้อ ทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฯลฯ จะมีใครที่จะสังเกตกันไหมว่า ทำไมประเทศอื่นอัตราการติดเชื้อของเราไม่เยอะจนน่ากลัวเท่ากับประเทศไทยเรา อย่างในญี่ปุ่นในโรงเรียนติดกันเกือบร้อยคน แต่ทำไมถึงไม่มีการรายงานเพิ่มเกี่ยวกับคนที่ติดเพิ่มขึ้นมาอีก ในอเมริกาก็เช่นกัน ทำไมอัตราการเสียชีวิตกว่าจะหนึ่งคนนี่เว้นช่วงกันมาก แต่สำหรับเมืองไทยแล้วไม่เพียงกี่เดือนก็พุ่งถึง 3000 กว่าคน ซ้ำยังเสียชีวิตอีก 20 กว่าชีวิตไปแล้ว ทำไมเมืองไทยเราถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ และทำไมถึงขนาดนั้น วันนี้ผมก็จะพูดถึงเรื่องนี้ตามความคิดของผมที่ลองคาดคะเนหลาย ๆ ครั้งดูแล้วว่าน่าจะเป็นไปได้
สิ่งแรกที่ทำให้คนไทยเราสามารถแพร่เชื้อกันได้อย่างรวดเร็วคือ ส่วนใหญ่คนไทยมักง่าย จะสังเกตได้ถึงความไม่รับผิดชอบต่อสังคมของคนไทยบางกลุ่ม อย่างเช่น เมื่อเป็นหวัดเขาจะไม่พักผ่อนให้ร่างกายแข็งแรง แต่กลับเดินห้างสรรพสินค้าซื้อของเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น ซ้ำร้ายไอจามก็ไม่มีทีท่าจะปิดปากอีกด้วย ซึ่งการกระทำแบบนี้ทำให้เชื้อโรคนั้นสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ ถ้ายิ่งเป็นที่คนแออัด ยิ่งไปกันใหญ่เลยทีเดียว
นอกเหนือจากนี้แล้ว เมื่อเป็นหวัดก็มักจะไม่ใช้ผ้าปิดปาก ด้วยเหตุผลที่ว่าหายใจไม่สะดวก ร้อน และใส่แล้ววุ่นวาย เหมือนโจร โดยที่ไม่ได้นึกถึงผู้คนอื่น ๆ ที่ต้องอยู่ใกล้เลยว่าจะได้รับเชื้อจากเราหรือเปล่า หรือจะติดโรคจากเราไหม แต่ละคนภูมิต้านทานก็ไม่เท่ากัน ซึ่งผู้ที่อยู่ในช่วงไม่แข็งแรงเมื่อได้รับเชื้อเข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดการติดโรคได้
กรณีแรกนี้เคยมีคนเล่าให้ผมฟังว่า มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเธอเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 และกำลังอยู่ในช่วงรอการดำเนินการที่โรงพยาบาล กลุ่มนั้นไอจามกันโดยที่ไม่ได้ปิดปากเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่โรงพยาบาลมีผ้าปิดปากแจกฟรีก็ไม่หยิบมาใช้ คนที่เล่าเรื่องก็เลยไปสะกิดแล้วพูดว่าเป็นหวัดทำไมไม่ปิดปาก กลุ่มนั้นก็ตอบกลับมาว่าทำไมจะต้องปิดปาก และยังพูดต่ออีกว่ากำลังให้หมอออกใบรับรองแพทย์ให้ที่ทำงานหยุด และช่วงหยุดจะออกไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดอย่างหน้าตาเฉย คนที่เล่าก็เลยเดินหนีออกมาอย่างทันทีทันใดด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด
ในกรณีที่สองที่ได้สังเกตมา คนไทยเราบางกลุ่มยังมีค่านิยมที่อคติต่อผ้าปิดปากอย่างรุนแรง ถึงขนาดรังเกียจ กล่าวหาเป็นโจร และอีกมากมาย โดยที่ผู้ที่ปิดปากนั้นไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คิดกันเลย จึงทำให้ผู้ที่ไม่สบายเป็นไข้หวัดไม่สามารถใช้ผ้าปิดปากได้ เพราะจะถูกค่านิยมที่ผิด ๆ นี้รุมโจมตีทันที ซึ่งเรื่องของผ้าปิดปากนี้ในต่างประเทศต่างเข้าใจและรับรู้ถึงคุณสมบัติเป็นอย่างดี ในขณะที่เมืองไทยยังมีความเชื่อผิด ๆ และยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงบัดเดี๋ยวนี้
ความอคติต่อผ้าปิดปากนั้นมีปัญหามากจนถึงขั้นที่ไม่สามารถโดยสารรถร่วมอย่างเช่น รถตู้ รถเมล์บางคัน ได้ โดยจะถูกไล่ไม่ให้ขึ้นอย่างไม่ใยดี "เฮ้ย คนที่ปิดปากน่ะลงไปจากรถเลย" หรือ "ถ้าไม่ถอดผ้าปิดปาก ห้ามขึ้นรถ" โดยไม่ว่าจะใส่ผ้าปิดปากป้องกันหรือเป็นหวัดอยู่ก็ตามก็จะถูกกีดกันอย่างไม่มีเยื่อใย ซึ่งเมื่อถอดผ้าปิดปากออก การแพร่เชื้อก็เกิดขึ้นได้อีก ถ้าในสถานที่คับแคบอย่างรถตู้ หากมีคนเป็นไข้หวัดนั่งอยู่โดยไม่มีผ้าปิดปาก แล้วใครกี่คนละที่กลับบ้านไปแล้วจะปวดหัวหนัก หรือเป็นไข้เพราะต้องต่อสู้กับเชื้อโรคที่ถูกแพร่จากผู้ที่เป็น
ถึงแม้การถอดผ้าปิดปากเมื่อมองในมุมกลับแล้วอาจจะกลัวในเรื่องของมิจฉาชีพ แต่ในสถานการณ์ที่โรคติดต่อพื้น ๆ อย่างไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดหนัก การที่ใส่ปิดปากก็ถือว่าปลอดภัยกับทุกคนที่โดยสาร อย่างน้อยก็ไม่มีเชื้อหวัดยัวเยี้ยให้เต็มรถละนะ และคนในรถก็จะไม่เสี่ยงต่อโรคด้วย
ในตอนนี้ทางรัฐบาลก็เริ่มสร้างนโยบายลบค่านิยมนี้โดยจัดเป็น "ใครใส่ผ้าปิดปาก คนนั้นเป็นฮีโร่" ซึ่งใครได้ดูข่าวเมื่อเช้าก็จะได้เห็นสไปเดอร์แมนคาดผ้าปิดปากสีขาวด้วย และก็มีฟีเจอร์อีกมากมาย เช่น แจกผ้าปิดปาก 10 ล้านชิ้น, มีการแจกผ้าปิดปากบนรถสาธารณะ และอีกมากมาย ซึ่งหวังให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของผ้าปิดปากและการระงับการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็หวังว่าจะเป็นการรณรงค์ที่จะได้ผลนะ 
เอ็นทรีนี้ก็ขอหยุดการเขียนเพียงเท่านี้ก่อนละฮะ ยังมีอะไรให้เขี่ย ๆ เขียน ๆ อีกยาวเลย แต่กลัวว่าเขียนยาว ๆ จะอ่านกันจนตาละลานกันไปซะก่อน คราวหน้าจะมาต่อในส่วนของบทความนี้อีกฮะ
สามารถคอมเมนต์แสดงว่าคิดเห็นได้ข้างล่างนะครับ เผื่อเป็นการเปิดทัศนคติของทุก ๆ ท่านให้ท่านอื่น ๆ ได้รับทราบ เป็นการแชร์ความรู้ ประสบการณ์ และความรู้สึกอีกด้วยครับ 
อ่านเอ็นทรี่จบแล้ว อย่าลืมรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หรือจะเอาทริกหกข้อจากเอ็นทรี "ไข้-หวัด" ไม่ใช่เรื่องเล็ก ก็ได้เน้อ


น่าสนใจเลยทีเดียว

#1 By กาลครั้งหนึ่ง.....ความทรงจำ on 2009-07-14 21:43